About CarlieCastillo

Here are my most recent posts

ระทึก ล่าแก๊งยานรก ชิงรถตำรวจหลบด่าน ล่าดุเดือด

ล่าแก๊งยานรก ชิงรถตราโล่ตำรวจแหกด่านหนี ระทึก

ล่าแก๊งยานรก เมื่อวานนี้10พ.ค. พ.ต.ท.อำนาจ บุญประไพ สารวัตรใหญ่ สภ.หนองบ่อ อำเภอ

นาแก จังหวัดนครพนม ประสานงานร่วมกับ ตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่ชุดสายตรวจปราบปราม

เข้าตรวจสอบ กรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัย

ขบวนการค้ายาเสพติด หลังหลบหนีการตรวจค้นและจับกุม ขณะเจ้าหน้าที่ ตำรวจตั้งจุดตรวจ

สกัด บริเวณด่านตรวจในพื้นที่ สภ.เขาวง

จากนั้นมีชายวัยรุ่นต้องสงสัย ก็ได้ขับรถยนต์กระบะ อีซูซุ สีส้ม ป้ายทะเบียน 7 กฎ 431 กทม. มา

จอด เจ้าหน้าที่ จึงขอเข้าตรวจค้นจับกุม แต่ชายวัยรุ่นที่ขับรถยนต์กระบะต้องสงสัยคันดังกล่าว

มาจอด ได้วิ่งหลบหนีลงจากรถคาดว่ามีสิ่งของที่ผิดกฎหมาย และได้ฉวยโอกาสขับรถยนต์ตรา

โล่ของตำรวจที่จอดรถสตาร์ทไว้ หลบหนี มุ่งหน้าไปในพื้นที่ จังหวัดสกลนคร เข้าเขตพื้นที่

จังหวัดนครพนม จึงมีการเร่งประสานติดตามสกัดจับกุม ตามเส้นทางต่างๆ โดยล่าสุด คนร้าย

ก็ได้ขับรถยนต์ตราโล่ ของ สภ.เขาวง ไปจอดทิ้งไว้ บริเวณสันเขื่อน ในพื้นที่ หนองบ่อ ตำบลคำ

พี้ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม แต่คนร้ายได้วิ่งหลบหนีเข้าป่าไป เจ้าหน้าที่ จึงได้ระดมกำลัง

เข้าปิดล้อม ตรวจสอบ ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งติดตามจับกุมตัวมาสอบสวน

ในเบื้องต้นทางตำรวจได้มีการตรวจค้น รถยนต์กระบะดังกล่าว ยี่ห้ออีซูซุ สีส้ม ทะเบียน 7 กฎ

431 กทม. ที่จอดทิ้ง ก่อนหลบหนี พบภายในซุกซ่อนยาบ้า ไว้จำนวน 2 มัด ประมาณ 4,000

เม็ด จึงยึดเป็นของกลางและ เร่งสืบสวนติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี โดยได้ประสานในพื้นที่

เสี่ยง รวมถึง มีการปิดล้อมตามเส้นทาง ที่คาดว่าหลบหนี และแจ้งเตือนชาวบ้านในพื้นที่ ใกล้

เคียง เฝ้าระวัง ช่วยแจ้งเบาะแส…

จับแล้ว ไอ้หื่น ข่มขืนหลานสาว วัย10ปี หลังจากหนีคดี 9ปี ไม่รอดคุก !

ไอ้หื่น ข่มขืนหลานสาว วัย10ปี โดนรวบแล้ว หลังหนีคดี นาน9 ปี

ไอ้หื่น ข่มขืนหลานสาว วัย10ปี หนีไม่รอด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมกองบังคับการปราบปราม ร่วมกันจับกุมตัว นายสวาท วัย 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน

“ข่มขืนกระทำชำเราเด็กวัยยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และ พรากเด็กวัยยังไม่เกินสิบห้าปีไปจากพ่อและแม่ โดยปราศจากเหตุอันสมควร และลักทรัพย์”

กรณีเนื่องจาก เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 54 นางบี (นามสมมติ) แม่ของ ด.ญ.เอ (นามสมมติ) วัย 10 ปี ได้

ออกไปทำงานตัดอ้อยที่ไร่ จึงได้ฝากให้นายสมร (สงวนนามสกุล) ปู่ของด.ญ.เอ ช่วยดูแลแทน

ต่อมา นายสวาทซึ่งเป็นผู้ต้องหา ซึ่งเป็นน้องเขยของนางบี ได้มาที่บ้านของนายสมรฯ และเห็น

ว่าด.ญ.เอ มีบุคลิกหน้าตาดี จึงทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ผู้ต้องหาจึงออกอุบายล่อลวงว่าจะ

พาด.ญ.เอ ไปฝึกขับขี่รถจักรยานยนต์ และได้ทำทีขอยืมรถจักรยานยนต์ของคนที่บ้านหลังดัง

กล่าว พาด.ญ.เอ ไปที่บริเวณป่าอ้อย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของด.ญ.เอ และใช้กำลังบังคับ

ข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ นอกจากนี้ยังข่มขู่บังคับห้ามมิให้ด.ญ.เอ บอกเรื่องดัง

กล่าวกับใคร หลังจากนั้นผู้ต้องหาจึงได้ลักเอารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับขี่หลบหนีไป เมื่อ

นางบี กลับมาถึงบ้าน พบว่าด.ญ.เอ มีอาการซึมเศร้าผิดปกติ จึงได้สอบถาม จนทราบเรื่องดัง

กล่าว นางบี จึงพาด.ญ.เอ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ศรีธาตุ จังหวัด

อุดรธานี และทางพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุญาตศาลเพื่อหมายจับผู้

ต้องหา

จากการสืบสวนติดตามผู้ต้องหารายนี้ทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมาประกอบอาชีพรับจ้าง และ

พักอาศัยอยู่ที่บริเวณ ซอยนาจอมเทียน 25 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เจ้า

หน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวและเฝ้าสังเกตการณ์ จนเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม

2563 เวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้พบผู้ต้องหาอยู่ที่บริเวณกลางซอย

นาจอมเทียน 25 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จึงได้ร่วมกันแสดงตนและ

แสดงหมายจับให้ผู้ต้องหาอ่านดูจนเข้าใจดีแล้ว และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ศรีธาตุ

จังหวัดอุดรธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เบื้องต้น จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การรับ

สารภาพตลอดข้อกล่าวหา…

สุดทน หลานติดยา ทำร้ายคนในบ้าน ไถเงินยาย น้าคว้าลูกซองยิงดับคาที่

สุดทน หลานติดยา น้าคว้าปืนลูกซอง ยิงดับ อนาถ !

สุดทน หลานติดยา  น้าคว้าปืนลูกซอง ยิงดับ เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 8 พ.ค.63 ร.ต.ท.บุริศร์ พระคง รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองสุพรรรบุรี ได้รับแจ้งเหตุฆ่ากันตาย ณ บริเวณบ้านเลขที่ 210/2 หมู่ 5 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอ

เมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จึงได้เดินทางไปตรวจสถาน พร้อมด้วย พ.ต.อ.วรพจน์ วีเปลี่ยน ผกก.สภ.เมืองสุพรรณบุรี พ.ต.อ.สมพร พุกหหอม ผกก.สส.ภ.จว.สุพรรณบุรี แพทย์เวร รพ.เจ้าพระยายมราช และ สมาคมเณรแก้ว

กู้ภัยทางหลวงสุพรรณบุรี  ณ ที่เกิดเหตุลักษณะเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ที่บริเวณข้างบันไดทางขึ้นบ้าน พบศพผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นายพัฒประพงษ์ สิงห์ทอง วัย 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 210/6 หมู่ 5 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง

จังหวัดสุพรรณบุรี ถูกยิงเข้าที่   หน้าอกด้านขวา 1 นัด ด้วยอาวุธปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ สภาพศพนอนหงายเสียชีวิต นุ่งกางเกงสีแดง ไม่สวมเสื้อ มีเลือดไหลออกจากปาก ส่วนมือปืนคือ นายเสวก สำราญสุข อายุ 53 ปี อ

ยุ่บ้านเลขที่ 210/2 หมู่ที่ 5ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ ที่เกิดเหตุ

เบื้องต้นสอบสวนทราบว่า ผู้ตายเป็นหลานชายของ นายเสวก ผู้ก่อเหตุ มาขอพักอาศัยอยู่ที่บ้าน ก่อนเกิดเหตุช่วงหัวค่ำผู้ตายอาละวาดโวยวายอาการคล้ายคนเมายา และ ทำท่าจะเข้าไปทำร้ายยาย ซึ่งเป็นแม่ของ นาย

เสวก เห็นทนไม่ไหว ด้วยอารมณ์โมโหจึงเข้าไปในบ้าน หยิบปืนมายิงใส่ 1 นัด จนเสียชีวิต

ด้าน นางชู สำราญสุข อายุ 80 ปี ยายผู้ตายและเป็นแม่ผู้ก่อเหตุ เล่าว่า ผู้ตายตั้งแต่ย้ายมาอยู่ก็ข่มขู่เอาเงินอยู่เนืองๆ และก็เคยตบตีตนอยู่บ่อยๆ แต่มาพักหลังไม่ค่อยกล้าทำ เพราะกลัวนายเสวกซึ่งเป็นลูกชาย ผู้ตายมีนิสัย

ชอบลักขโมย วันนี้นายเสวกทนไม่ไหวที่หลานติดยามาเป็นสิบปี บอกให้เลิกก็ไม่ยอม

ด้านญาติ ได้เล่าว่า ผู้ตายติดยาเสพติดมานานมากแล้ว เมื่อก่อนผู้ตายอาศัยอยู่กับมารดาซึ่งเป็นลูกของยายชู แต่ผู้ตายนั้นไม่ยอมทำงาน ติดยาและชอบขโมยของในบ้านไปขายจนหมด จนตอนหลังต้องย้ายมาอยู่กับยาย

ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ก็ชอบไปไถเงินยายเป็นประจำ พอไม่มีให้ก็ทำร้ายทุบตี เป็นอย่างนี้มานาน โดยบ้านหลังเกิดเหตุเมื่อก่อนมีแค่นายเสวกกับยายชูอยู่กันแค่ 2 คน แต่พอผู้ตายเข้ามาก็มีพฤติกรรมเอะอะโวยวาย ทำร้ายคนใน

บ้านและลักขโมยของ ต้องอยู่กันด้วยความหวาดระแวง จนนายเสวกทนไม่ไหว เพราะโดนทำร้ายเป็นประจำ จึงใช้ปืนยิงใส่ผู้ตายจนเสียชิวิต ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้สอบสวนและทำแผน เพื่อ

ดำเนินคดีตามขั้นตอนกฏหมายต่อไป…

ผัวใจสลาย เมียจมน้ำโขง ดับพร้อม ลูก 2 คน

ผัวใจสลาย เมียจมน้ำโขง หลังลงไปเล่นน้ำเพื่อคลายร้อน และงมหอย กับ ลูก2คน

ผัวใจสลาย เมียจมน้ำโขง   จากกรณีที่ 3 แม่ลูก ลงไปเล่นน้ำเพื่อคลายร้อนและหางมหอยทราย กับญาติพี่น้องรวม 11 คน ในแม่น้ำโขง ริมตลิ่งบ้านดอนแพง หมู่ 7 ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม แต่ลูกคนเล็ก น้องฟิวเจอร์ อายุ 10 ขวบ ได้ออกไปเล่นกลางลำแม่น้ำโขง และพลัดหลงเข้าไปในร่องน้ำลึกที่มีน้ำไหลวน

ผัวใจสลาย เมียจมน้ำโขง

ผู้เป็นแม่ นางบัณฑิตาภรณ์ อายุ 51 ปี และพี่ชาย คือนายณัฐวัฒน์ อายุ 24 ปี เห็นจึงได้ว่ายน้ำเข้าไปทำการช่วยเหลือ แต่กลับกอดกันจมน้ำหายไปด้วยกันทั้ง 3 คนแม่ลูก ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้งมร่างทั้ง 3 คนแม่ลูกขึ้นมา ก่อนนำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดชัยมงคล เขตเทศบาลตำบลบ้านแพงต่อไป

ด้านคนเห็นเหตุการณ์ได้เล่าว่า เมื่อพี่ชายคนโตเห็นน้องหลงไปในร่องน้ำลึกจึงว่ายออกไปช่วย ขณะที่ผู้เป็นแม่เห็นลูกชาย 2 คนกำลังจมน้ำก็รีบว่ายเข้าไปช่วย โดยตอนแรกแม่ได้ช่วยน้องฟิวเจอร์สำเร็จจึงผลักให้ขึ้นดอนทรายที่อยู่ใกล้ๆ แล้วใช้มือดันร่างตัวเองให้ว่ายเข้าหาฝั่งเช่นเดียวกัน แต่น้องฟิวเจอร์ไม่ยอมว่ายขึ้นดอนทราย และได้ว่ายไปหาแม่ซึ่งขณะนั้นคาดว่าผู้เป็นแม่น่าจะอ่อนแรงมาก และเป็นเวลาเดียวกับที่พี่ชายได้จมหายไป

ขณะที่ผู้เป็นสามี นายวชิรเกียรติ อายุ และ คุณพ่อ วัย 60 ปี ที่สูญเสียคนอันเป็นที่รักในคราวเดียวกันถึง 3 คน เล่าว่าครอบครัวมีอาชีพทำเกษตรกรทำไร่นาสวนผสม ก่อนหน้านี้ภรรยาหารายได้เสริมด้วยการขายนมเปรี้ยว ภายหลังเลิกมาขายลูกชิ้นทอดและน้ำปั่นอยู่หน้าโรงเรียนอนุบาลบ้านแพง

วันที่เกิดเหตุตนไม่ได้ไปด้วย แต่มีคนโทรศัพท์มาบอกว่ามีคนตกน้ำอยู่ที่บ้านดอนแพงมาดูหน่อย เมื่อมาถึงพบว่าคนที่ตกเป็นภรรยาของตน เมื่อถามหาลูกอีก 2 คนก็ได้รับคำตอบว่าจมอยู่ในน้ำ ตอนนั้นหัวใจสลาย

สำหรับบรรยากาศที่วัดชัยมงคล เต็มไปด้วยความเศร้าสลด นายวชิรเกียรติแทบไม่มีแรงจะลุกขึ้นเดิน ค่อยๆ เขยิบตัวไปที่ปลายเท้าลูกชาย นำผ้ามาเช็ดเท้าที่เปื้อนดินโคลนออก ก่อนจะนำถุงเท้ารองเท้ามาสวมใส่ให้ลูกชาย…

ผวาหนักพบศพ ทารก คลอดก่อนกำหนด กลิ่นเหม็นเน่า โชยออกจากป่า

ทารก คลอดก่อนกำหนด ถูกพบกลายเป็นศพถูกฝังดินอำพราง

ทารก คลอดก่อนกำหนด ถูกพบกลายเป็นศพถูกฝังดินอำพรางด้วยใบไม้ กลิ่นโชยออกจากป่าละเมาะข้างสนามกีฬา หลัง อบต.ทุ่งโพธิ์ หมู่ 2 ต.ทุ่งโพธิ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสัจจะพุทธธรรมกบินทร์บุรี วันที่ 24 เมษายน 63
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.อาทิตย์ ศรีปราชญ์ สารวัตรสอบสวน สภ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เป็นคนรับแจ้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ขุดดินขึ้นมาเพียงหน้าดินเท่านั้นก็พบศพทารถอายุประมาณ 5-6 เดือน ยังไม่ทราบเพศ ลักษณะเริ่มแห้งอยู่ในกล่องกระดาษ โดยมีผ้าขนหนูห่อหุ้มอีกชั้นหนึ่ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบแล้วเชื่อว่าซากทารกที่ถูกนำมาฝังดินนั้น อาจมาจากผู้เป็นแม่ได้คลอดก่อนกำหนด หรือได้ ทำแท้งด้วยตนเอง ก่อนที่จะนำศพนั้นมาฝังดินเพื่ออำพรางคดีอย่างแนบเนียน อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะสืบสวนหาข่าวว่ามีผู้สงสัยในละแวกข้างเคียงเข้าไปรับการรักษาตัวที่ รพ.หรือคลินิก ในลักษณะแท้งลูกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เพื่อนำมาสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีต่อไป

นายละออง ดวงดี อายุ 57 ปี ชาวบ้าน ตำบลทุ่งโพธิ์ ที่พบศพทารก เผยว่า ได้มาหาของป่าบริเวณดังกล่าว และเห็นว่าตรงที่พบศพซากทารกมีการขุดดินและมีกิ่งไม้กองๆปิดทับไว้ คาดว่าน่าจะมีการนำสิ่งของอะไรมาฝังไว้แน่นอน จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องมาทำการตรวจสอบ และขุดขึ้นมาก็พบว่าเป็นศพซากทารกดังกล่าวนั่นเอง.

ทารก คลอดก่อนกำหนด 

นักข่าวลวงโลก ชนแล้วหนีที่โคราช ซุกแฟลตหนองจอก

นักข่าวลวงโลก ชนแล้วหนี

นักข่าวลวงโลก …เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 3 (กก.สส.บก.น.3) ควบคุมตัว นายกฤษณสิริ จิตทิพย์ศิวะสิริ อายุ 39 ปี เมื่อวันที่ 18 เมษายน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาล

แขวงจังหวัดนครราชสีมา ไปทำบันทึกจับกุมที่ กก.สส.บก.น.3 ภายหลังเพจเฟซบุ๊กชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้โพสต์ข้อความว่า “ชุดสืบสวน บก.น.3 ชุดสืบสวน สน.หนองจอก และกองปราบปราม นำหมายจับ

ศาล จ.นครราชสีมา ตามล่าตัวผู้ที่ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า “เน็กซ์ ทวิสท์เลิฟ” อ้างตัวเป็นนักข่าว และแอบอ้างชื่อชมรม ไปข่มขู่เจ้าหน้าที่และแอบอ้างว่าเป็นทีมงานของชมรมในการแสวงหาผลประโยชน์ ชมรมยืนยันไม่เคยให้ใคร

ไปแสวงหาผลประโยชน์รีดไถ หากพบแจ้งมา”

พ.ต.อ.ถนัด นักธรรม ผกก.สส.บก.น.3 กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ นายกฤษณสิริ ได้ขับรถพุ่งชนรถยนต์ของคู่กรณีจนได้รับความเสียหาย เหตุเกิดในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ขามทะเลสอ เจ้าของพื้นที่

ได้ติดต่อให้ นายกฤษณสิริ มารับผิดชอบ แต่เจ้าตัวอ้างว่าเป็นสื่อมวลชน ก่อนจะหลบหนีไป แล้วศาลแขวงจังหวัดนครราชสีมาจึงอนุมัติออกหมายจับ ซึ่งนายกฤษณสิริได้หลบหนีมาอยู่ในแฟลตเอื้ออาทร ย่านหนองจอก จึง

นำกำลังเข้าจับกุม แต่ผู้ต้องหาพยายามจะหลบหนี และสุดท้ายถูกจับกุมตัวได้ จากนี้จะประสานตำรวจ สภ.ขามทะเลสอ รับตัวไปดำเนินคดีในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ต่อไป ทั้งนี้หากมีผู้เสียหายที่เคยถูกผู้ต้องหาแอบอ้าง

หรือข่มขู่ทำให้ได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติมกับตำรวจได้

จากการสอบถามนายกฤษณสิริ อ้างว่า ตนเองเคยเป็นสื่อมวลชนสังกัดตำรวจชุมชนสัมพันธ์ มีบัตรกรมประชาสัมพันธ์ แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นแล้ว พร้อมปฏิเสธว่าขณะเกิดเหตุไม่ได้อ้างตัวเป็นสื่อมวลชน หรือข่มขู่แต่อย่างใด

มีรายงานว่า นายกฤษณสิริ มีพฤติกรรมถ่ายรูปกับผู้ที่มีชื่อเสียงลงในโซเชียลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือว่าตนเองเป็นสื่อมวลชน ซึ่งบางครั้งจะมาอยู่รวมกลุ่มปะปนกับสื่อมวลชนตามสถานที่ต่างๆ ที่มีการทำข่าว โดยไม่ทราบ

ว่าอยู่สังกัดใด และมักจะไลฟ์เฟซบุ๊กต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ

รวบคาผ้าเหลือง มือยิง อัณฑะลูกศิษย์วัด ก่อนเอาปืน-กระสุน ไปซ่อนในกุฏิ

รวบคาผ้าเหลือง มือยิง อัณฑะลูกศิษย์วัด บาดเจ็บสาหัส

รวบคาผ้าเหลือง มือยิง อัณฑะลูกศิษย์วัด  …เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 17 เม.ย.63 พ.ต.อ.วรวุฒิ ปานขาว ผกก.สภ.บางเสาธง พ.ต.ท.จิรวัฒน์ เปี่ยมปิ่นเศรษฐ รอง ผกก.สส. พ.ต.ต.ชินทัตต์ วิเชียรเจริญ สว.สส. ได้ทำการ

ควบคุมตัวพระราม หรือ นายอภิราม เรืองทิพย์ อายุ 46 ปี พระลูกวัดมงคลนิมิตร ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ มาให้เจ้าคณะตำบลบางเสาธง ทำการสึก และแจ้งข้อหา “พยายามฆ่าและมีอาวุธปืน เครื่อง

กระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับยึดของกลางที่ซุกซ่อนอยู่ภายในกุฏิ เป็นอาวุธปืนกึ่งออโตเมติก ขนาด 7.65 มม. ยี่ห้อโคลท์ ไม่มีทะเบียน จำนวน 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืน ขนาด

7.65 มม. จำนวน 6 นัด

สืบเนื่องจากวันที่ เวลา 21.00 น. วันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่า มีคนก่อเหตุยิง นายสำเร็จ เกษมราช อายุ 42 ปี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของวัดมงคลนิมิตร กระสุนเข้าที่ลูกอัณฑะฝั่งขวาจนได้รับบาดเจ็บ นำ

ส่ง รพ.บางบ่อ ตำรวจจึงทำการสอบสวนพยานในที่เกิดเหตุ และตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด กระทั่งทราบว่า คนก่อเหตุเป็นพระลูกวัด จึงทำการควบคุมตัว

จากการสอบสวน ผู้ก่อเหตุ ให้การว่า ตนบวชเป็นพระอยู่ที่วัดมงคลนิมิตร เนื่องจากสิ่งของภายในวัดมักจะถูกขโมยเป็นประจำ ตนจึงคอยทำหน้าที่ตรวจตราบริเวณรอบวัดเวลากลางคืน จนกระทั่งเวลาประมาณ 21.00 น.วัน

ที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนได้เดินตรวจตราไปบริเวณท้ายวัด พบ นายสำเร็จ เดินตรงดิ่งเข้ามาหาตน และเหมือนภายในมือจะถืออาวุธเข้ามาด้วย ตนจึงบอกให้หยุดอยู่ตรงนั้น แต่ นายสำเร็จ ไม่ยอมหยุด ตนจึงยิงขู่ไป 1 นัด

แต่ นายสำเร็จ ยังเดินเข้ามาหาตนอีก จึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงไปที่ตัวนายสำเร็จหลายนัด แต่ไม่ทราบว่าโดนตรงไหนบ้าง หลังจากนั้นได้นำอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไปซ่อนไว้ที่บริเวณกุฏิ ก่อนจะมาถูกจับกุมตัวดังกล่าว…

รวบพ่อคลั่ง หลอนยา ใช้สากทุบหัวลูกน้อย 4 ขวบ ดับ

รวบพ่อคลั่ง หลอนยา ฆ่าลูกน้อย 4ขวบ

รวบพ่อคลั่ง หลอนยา  ..ในเวลา 00.30 น.วันที่ 17 เม.ย.63 พ.ต.อ.ลือศักดิ์ ดำเนินสวัสดิ์ ผกก.ภาษีเจริญ และ พ.ต.ท.ศิริชาติ จันทร์พรมมา รอง ผกก.ป.สน.ภาษาเจริญ นำกำลังจับกุมตัว นายเอ (ขอสงวนชื่อและนามสกุล)

อายุ 41 ปี อาชีพรับจ้างสูบส้วมเอกชน พร้อมของกลางสากกระเบือเปื้อนเลือด 1 อัน โดยจับกุมตัวได้ที่ห้องเช่าภายในซอยเพชรเกษม 36 แยก 1-4 แขวงบางจาก เขตภาษีเจริญ กทม.

การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สน.ภาษีเจริญ รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉิน รพ.บางไผ่ ว่า มี ด.ช.บี (ขอสงวนชื่อและนามสกุล) อายุ 4 ขวบ ถูกพ่อบังเกิดเกล้า

ซึ่งมีประวัติใช้ยาเสพติด เกิดคลุ้มคลั่งทำร้ายร่างกายลูกชายตนเอง ด้วยการใช้สากกระเบือทุบที่หน้าผากเป็นแผลฉกรรจ์ และยังทุบตีตามร่างกายจนเขียวช้ำอีกหลายแห่ง ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ส่งเข้ารักษาที่

รพ.บางไผ่ แต่เด็กทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากนั้นเจ้าหน้าตำรวจสายตรวจและฝ่ายสืบสวน สน.ภาษีเจริญ จึงรีบเดินทางไปที่ห้องเช่าภายในซอยเพชรเกษม 36 แยก 1-4 ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ พบว่า นายเอ ผู้ก่อเหตุฆ่าลูกตัวเอง ได้ขังตัวเองไว้ในห้องพัก ทางชุด

จับกุมเกรงว่า นายพล จะทำร้ายตัวเองอีกจากอาการคลุ้มคลั่ง จึงตัดสินใจพังประตูเข้าชาร์จตัวเอาไว้ได้ พร้อมของกลางสากกระเบือเปื้อนเลือด และยังพบคราบเลือดในห้องพักอีกเป็นจำนวนมาก แต่ในเบื้องต้น นายพล

ไม่สามารถให้การได้ เนื่องจากมีอาการคล้ายผู้เสพยาอย่างหนักจนประสาทหลอน จึงควบคุมตัวไว้สงบสติอารมณ์ที่โรงพักรอการสอบสวนต่อไป

อย่างไรก็ตามขณะนี้ชุดจับกุมได้พยายามติดต่อ น.ส.ซี (ขอสงวนชื่อและนามสกุล) อายุ 42 ปี ภรรยานายพลและเป็นมารดาของ ด.ช.บี เพื่อเข้าให้ปากคำสอบถามสาเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เบื้องต้นทราบว่าก่อนเกิด

เหตุ น.ส.ซี ไปทำธุระ ปล่อยให้ลูกชายอยู่กับสามีแค่ 2 คน ในห้องเช่า พอกลับมาพบลูกชายถูกสามีซึ่งอยู่ในอาการคลุ้มคลั่งทำร้าย จึงรีบนำตัวส่ง รพ.บางไผ่ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตลูกเอาไว้ได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะแจ้ง

ข้อกล่าวหา “ทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย” แก่ นายพล เอาไว้ก่อน จากนั้นจะรอให้อาการสงบเพื่อคุมตัวมาสอบปากคำดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป…

พบยอดติดเชื้อเพิ่มที่ยะลา 5 ราย หลังกลับจากพิธีทางศาสนา ที่ อ.บันนังสตา

พบยอดติดเชื้อเพิ่มที่ยะลา 5 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ

พบยอดติดเชื้อเพิ่มที่ยะลา   … เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 เม.ย.63 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอีก จำนวน 5 ราย

ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ที่กำลังระบาดใน อ.บันนังสตา คือพื้นที่หมู่ 2, 3 และหมู่ 6 ต.บันนังสตา และ หมู่ 2, 3 ต.บาเจาะ มีรายงานว่า ผู้ป่วยในจำนวนนี้ 4 ราย มีอายุ 56, 61, 67 และ 71 ปี ได้รับเชื้อจากการไปร่วมกิจกรรมทาง

ศาสนาที่มัสยิดพงยามู หมู่ 3 ต.บันนังสตา เมื่อช่วงวันที่ 11-13 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดที่มีผู้นำเชื้อไปแพร่กระจายตามหมู่บ้านต่างๆ มากที่สุด

ส่วนอีกรายอยู่ในพื้นที่บ้านตันหยงนากอ หมู่ 3 ต.บาเจาะ เป็นผู้สูงอายุเช่นเดียวกัน คือ 70 ปี พบจากการตรวจเลือดออกมาล่าสุดยืนยันว่ามีผลเป็นบวก สอบประวัติผู้ป่วยพบว่า ก่อนหน้านั้นมีญาติเดินทางกลับมาจาก

ประเทศมาเลเซีย และอาศัยร่วมบ้านเดียวกัน แต่ญาติคนดังกล่าว มีอาการปกติไม่ได้ป่วยแต่อย่างใด ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อ.บันนังสตา อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนโรคอยู่ในขณะนี้

นายธราวุธ ช่วยเกิด นายอำเภอบันนังสตา เปิดเผยว่า ในพื้นที่ อ.บันนังสตา มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ และในห้วงที่ผ่านมา สาเหตุมาจากรับเชื้อจากการไปร่วมกิจกรรมทางศาสนา ที่มัสยิดพง

ยามู หมู่ 3 ต.บันนังสตา ผู้ที่รับเชื้อ เป็นพาหะนำไปแพร่และสัมผัสผู้อื่นต่อ ทางอำเภอจึงได้ออกประชาสัมพันธ์แจ้งให้คนในพื้นที่ได้รับทราบ พร้อมทำความเข้าใจกับกับผู้นำศาสนา ช่วยกันออกแกะรอย ค้นหา สอบสวน ผู้

ที่ไปร่วมกิจกรรม ผู้ที่สัมผัส จากข้อมูลของผู้ติดเชื้อที่ผ่านมา เพื่อจะได้นำเข้าสู่กระบวนการรักษาและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

นอกจากนั้นได้ทำความเข้าใจ ขอความร่วมมือให้ผู้สัมผัสได้ให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปกปิด เพื่อทำการรักษาหรือดำเนินการควบคุม กักตัว เช่น ที่บ้าน “Home Quarantine” หรือกักตัวในสถานที่ที่ทางการได้เตรียม

ไว้ (Local Quarantine) ขณะเดียวกันได้จัดตั้งด่านในหมู่บ้าน ชุมชน เพื่อลดการเดินทาง พร้อมทั้งได้แนะนำให้อยู่ที่บ้าน เป็นการลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

สำหรับสถิติล่าสุด จังหวัดยะลา มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 82 ราย ผู้ป่วยใหม่ 5 ราย รักษาหายสะสม 39 ราย เสียชีวิต 2 ราย ส่งต่อ รพ.มอ.หาดใหญ่ 1 ราย สรุปที่นอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ จำนวน 46 ราย มี

รพ.ศูนย์ยะลา 11 ราย รพ.บันนังสตา 29 ราย รพ.สมเด็จพระยุพราชยะหา 2 ราย โรงพยาบาลรามัน 3 ราย และโรงพยาบาลธารโต 1 ราย.…

โควิด-19 ทำพิษ วินเถื่อน กระชากเงินแม่ค้า อ้าง 7 ชีวิต ไม่มีอาหารประทัง

โควิด-19 ทำพิษ วินเถื่อน กระชากเงินแม่ค้า เลี้ยง 7 ชีวิต

โควิด-19 ทำพิษ วินเถื่อน กระชากเงินแม่ค้า โดนรวบแล้ววินเถื่อนกระชากเงินแม่ค้าอ้างพิษโควิด-19 ทำบ้านถูกตัดน้ำตัดไฟ 7 ชีวิต ไม่มีอาหาร ตำรวจยานนาวาคุมฝากขังผลัดแรก ด้านภรรยาเผยหากมีโอกาสอยากขอโทษผู้เสียหายแทนสามี

ฝ่ายสืบสวน สน.ยานนาวาคุมตัว นายสินธวัช หรือ ย่น อายุ 25 ปี คนร้ายที่ก่อเหตุลักทรัพย์ในร้านขายของชำในซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 14 และถูกนางทองพูน เจ้าของจับได้และฉุดกระชาก โดยคนร้ายขับจักรยานยนต์ลากนางทองพูนไปกับพื้นถนนจนได้รับบาดเจ็บ เมื่อบ่ายวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายสืบสวน สน.ยานนาวา ได้ควบคุมตัวได้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งย่านพุทธมณฑลสาย 4 ก่อนนำตัวมาสอบสวน

นายย่น คนร้ายยอมรับสารภาพว่า เดิมทีมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างทั่วไปไม่มีวินประจำ โดยหาซื้อเสื้อวินมาใส่ ตระเวนขี่รับผู้โดยสารทุกพื้นที่ในกรุงเทพโดยเฉพาะย่านยานนาวาที่เป็นบ้านเกิด ทำให้มีความชำนาญเส้นทาง โดยอ้างว่าตั้งแต่โควิด-19 แพร่ระบาด ทำให้ไม่สามารถหาเงินมาจุนเจือครอบครัวที่อยู่กันถึง 7 คน ได้ และข้าวสาร อาหารแห้ง แก๊สหุงต้มหมด ไฟฟ้าและน้ำปะปาภายโดนตัด ต้องอยู่ในความมืด ไม่มีอาหารกินจึงตัดสินใจก่อเหตุดังกล่าว

ในขณะจับกุมฝ่ายสืบสวนได้มอบเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้ครอบครัวไว้ซื้ออาหารบรรเทาความเดือดร้อน เบื้องต้นคนร้ายรายนี้ เคยมีคดีเสพยาเสพติดในพื้นที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ เมือปี 2561 ซึ่งตำรวจแจ้งข้อหาลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ก่อนจะนำตัวส่งศาลอาญากรุงเทพใต้ฝากขังต่อไป

ล่าสุด พนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา นำตัวย่น ไปฝากขังศาลอาญากรุงเทพใต้พลัดแรก เป็นเวลา 12 (ตั้งแต่11 -22 เม.ย.) พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกอาจ

โดยในช่วงเช้าภรรยาพร้อมบุตรสาววัย 5 ขวบ ได้นำอาหารเข้าเยี่ยม โดยภรรยากล่าวว่า ก่อนหน้านี้สามีอยู่ในอาการเครียด แต่หลังจากพูดคุยสามีมีอาการผ่อนคลายมากขึ้น พร้อมกับกล่าวว่า หากมีโอกาอยากจะเข้าไปกราบขอโทษนางทองพูนอายุ 56 ปี เจ้าของร้านแทนสามี ที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากสามีไม่มีโอกาสได้เจอผู้เสียหาย และส่วนตัวก็ยังไม่เคยเจอผู้เสียหายเช่นกัน ส่วนทางคดีเนื่องจากครอบครัวฐานะยากจนไม่มีเงิน ประกอบกับไม่มีความรู้เรื่องกฏหมาย จึงไม่คิดจะยื่นขอประกันตัวสามีแต่อย่างใด…